|
   
 

“การบ้าน” รัฐบาล หลังน้ำลด?

ภัยพิบัติน้ำท่วมหลายจังหวัดของประเทศไทยในครั้งนี้ จะถูกจารึกเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้ง ไม่แพ้น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะเป็น ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อปี 2485, 2526 และ 2538 ในจังหวัดอื่นๆ ที่ พิปูน นครศรีธรรมราช ในปี 2531 พายุ “ไต้ฝุ่นเกย์” ชุมพร ในปี 2532 พายุ “อีร่า” อุบลราชธานี ในปี 2533 และอีกหลายครั้ง หลายจังหวัด และทุกครั้งก็สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไม่น้อย

สำหรับ กทม.ที่เป็นทั้งเมืองหลวง ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่มาแล้วหลายครั้ง จนทำให้ชาว กทม.เกิดความวิตกกังวล จึงพยายามหาวิธีป้องกันน้ำท่วมเต็มที่

หากจะเปรียบเทียบกทม.กับจังหวัดอื่น ก็ถือว่าโชคดีกว่ามาก เพราะกทม.มี “เจ้าภาพ” ชัดเจน มีผู้ว่าราชการ (ที่มาจากการเลือกตั้ง) มีองค์กร มีงบประมาณ และมีอำนาจการตัดสินใจสั่งการเป็นของตัวเอง เห็นได้จากหลายโครงการของ กทม.ที่เด่นชัด คือ โครงการสร้างเขื่อนเป็นแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากบางซื่อ-บางกอกน้อย ระยะทางยาว 77 กิโลเมตร สูงถึง 2.5 เมตร และอุโมงค์ยักษ์ ที่มีขีดความสามารถในการระบายน้ำได้ถึง 240 ลบ.ม.ต่อวินาที ที่ป้องกันน้ำท่วม กทม.ได้ในระดับหนึ่ง

ขณะที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดอื่นๆ จะมีข้อจำกัดเรื่องอำนาจ และต้องรอความช่วยเหลือจากส่วนกลางเป็นหลัก ทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ เกิดความล่าช้าไม่ทันกาล อย่างที่ปรากฎอยู่ในขณะนี้ ที่ จ.นครสวรรค์ ลพบุรี อ่างทอง ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และพื้นที่อื่นๆ

ประเด็นสำคัญ ของการแก้ปัญหาไม่น่าจะอยู่ที่ตัวบุคคลอย่างเดียว แต่เป็นที่ระบบ วิธีการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉินมากกว่า รวมทั้งอุปสรรคเรื่องโครงสร้างที่ไม่กระจายอำนาจแก่ภูมิภาคและท้องถิ่น

หลังจากน้ำเริ่มลดลง เข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูความเสียหาย รัฐบาลคงต้องมาทบทวนกันใหม่ ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ และทำไมการบริหารจัดการยังไม่เป็นระบบ ยังขาดเอกภาพ ก่อนที่จะมีการวางมาตรการรองรับต่อไป

สิ่งที่ผมอยากเห็น คือ รัฐบาลมีมาตรการที่สามารถแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ที่เกิดจากธรรมชาติในอนาคต ได้อย่างครบถ้วน ครอบคลุมทุกเรื่อง ไม่ใช่แต่เรื่องน้ำท่วมอย่างเดียว อย่างเรื่องโรคระบาดในคนและสัตว์ อัคคีภัย สึนามิ แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่ม ภัยแล้ง พายุ

รูปแบบต่างๆ เหล่านี้ ควรมาวางมาตรการกันใหม่ทั้งหมด โดยจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อศึกษา วางมาตรการป้องกัน บรรเทาสาธารณภัย ในภาพรวมและเฉพาะประเภทของภัยพิบัติ โดยวางกรอบการปฏิบัติการให้ชัดเจน ตั้งแต่การบริหารราชการในส่วนกลางไล่ลงไปจนถึงส่วนท้องถิ่น โดยไม่ละเลยเรื่องสำคัญที่ควรเป็นพื้นฐานการพิจารณาดังนี้

1) สภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่ต้องยอมรับว่ามีอยู่จริง มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวโลกในปัจจุบัน และอนาคต ต้องจัดให้มีการศึกษาผลกระทบต่อไทยโดยตรง

2) ศึกษาอย่างละเอียดถึงลักษณะภูมิประเทศ ว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เพราะพื้นที่เสี่ยง อาจเปลี่ยนไปจากเดิม

3) สภาพความเป็นอยู่ และวิธีการดำรงชีวิตแบบใหม่ของคนไทย ที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม จากชุมชนชนบทมาเป็นชุมชนเมืองมากขึ้น มีการกระจุกตัวของประชากร เมื่อเกิดภัยพิบัติจึงมีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก

อีกทั้ง ลักษณะของสิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัย ในอดีตบ้านเรือนจะสร้างแบบทรงไทย ซึ่งเป็นเรือนยกชั้นสูงขึ้น เมื่อน้ำท่วมจึงไม่มีผลกระทบมากนัก แต่ปัจจุบันที่อยู่อาศัย เป็นแบบตึกชั้นเดียว สองชั้นติดดิน หรือกรณีการปลูกสร้างบ้านที่อยู่เชิงเขาที่เสี่ยงกับดินโคลนถล่มลงมา

นอกจากนี้ การปลูกสร้างอาคาร ทั้งที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล โรงงาน ที่ทิ้งขยะบ้าน ขยะจากโรงงานที่มีสารพิษ บ่อบำบัดน้ำเสีย สถานที่เลี้ยงสัตว์ที่อันตรายอย่าง จระเข้ งูพิษ และสัตว์ที่ไม่เป็นอันตราย ควรหยิบยกขึ้นมากำหนดมาตรฐานใหม่ เพื่อเป็นเนวทาง และลดความเสี่ยงอันตรายแก่ประชาชน

4) การก่อสร้าง หรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น การสร้างถนน สร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ การขุดคู คลอง ควรมีการศึกษาถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมต่อประชาชน อย่างเขื่อนที่สร้างขึ้น เพื่อบังคับ และควบคุมประมาณน้ำ จะมีการบริหารจัดการอย่างไร ให้มีส่วนแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

เวลานี้ เกิดความสับสนว่า อะไรคือเป้าหมายหลักและรองของเขื่อน ระหว่างมีไว้เพื่อผลิตไฟฟ้า หรือชลประทาน หรือป้องกันน้ำท่วม หรือแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง ที่สำคัญ เขื่อนจะเป็นคุณเป็นโทษ ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเขื่อนด้วย

5) การกระจายอำนาจการตัดสินใจ และงบประมาณ ลดหลั่นลงสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น การทำงานร่วมกันระห่างภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรภาคเอกชน ท้องถิ่น และชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหาที่เกิดขึ้น จะทำให้ข้อมูลและกระบวนการตัดสินใจเข้าแก้ปัญหามีประสิทธิภาพขึ้น

ความแปรปรวนของสภาพอากาศ สภาพแวดล้อม ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ไทยต้องหันมาให้ความสำคัญ และเพิ่มน้ำหนักในเชิงนโยบายเกี่ยวกับมาตรการการบริหารจัดการกับภัยพิบัติมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปแล้วคือ การประกาศกำหนดให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีการจัดเตรียมงบประมาณ เพื่อการฟื้นฟูหลังน้ำลด เป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง

ประสบการณ์จากอุทกภัยครั้งใหญ่ คงทำให้เรียนรู้ว่า ระหว่าง "การทำสงครามกับน้ำท่วม" กับสงครามที่ใช้คนสู้รบกันในสงคราม มีความแตกต่างกัน เพราะน้ำไม่มีวันตาย การกักกั้น เปลี่ยนทิศทาง หรือสูบน้ำจากพื้นที่หนึ่ง ย่อมไปกระทบอีกที่หนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “การบริหารวิกฤติ” จึงถือเป็นหัวใจในเรื่องนี้

ผมเชื่อว่าจากนี้ไปรัฐบาลจะไปปรับปรุง โดยเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐ ให้บริหารจัดการภัยสาธารณะที่ดีขึ้น รวมทั้งเน้นความสำคัญของการทำงานเชิงบูรณาการ เป็นเอกภาพ จัดให้มีระบบข้อมูล การพยากรณ์อากาศ และการแถลงเตือนภัยที่ทันสมัย แม่นยำ ขึ้นด้วย

ในวันนี้ ผมมั่นใจแล้วว่า เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ภัยธรรมชาติขึ้น คนไทยไม่เคยทิ้งกันในยามทุกข์ยาก ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติในอดีตอย่าง สึนามิ หรือภัยจากน้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ พลังและน้ำใจของคนไทยเป็นคุณสมบัติอันล้ำค่าของชาติ ที่ไม่เคยแบ่งแยก แบ่งขั้วกัน

ถึงแม้ ประชาชนคนไทยพยายามช่วยตัวเองและเอาใจช่วยรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์หลังน้ำลดแล้ว รัฐบาลจะทำหน้าที่เพียงแค่เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

ต้องตระหนักว่า ภัยธรรมชาติไม่สามารถคาดการณ์ได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่ควรรอตั้งรับแล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องมีมาตรการเชิงรุกควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะ "การบ้าน" หลังน้ำลด ที่รัฐบาลต้องเร่งทำทันที คือการวางมาตรการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันว่า ภาครัฐมีความพร้อมที่จะดูแลให้ประชาชนอยู่รอดปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ อย่างน้อยก็ผ่อนทั้งปัญหา (และเสียงวิพากษ์วิจารณ์) จากหนักให้เป็นเบา

Posted By : ดร.ปานปรีย์  พหิทธานุกร
File Under : General

19 ตุลาคม 2554 17:26 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 1094 คน (54.82.209.152) แจ้งลบ
 
แสดงความคิดเห็น (สำหรับสมาชิก)
รายละเอียด * :
รูปภาพ :
หมายเหตุ : สำหรับไฟล์ .jpg เท่านั้น
ชื่อผู้ตอบ * :
 
รุกและรับ '2 มหาอำนาจ' ขยับเข้าเอเชีย
 
ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
อดีตผู้แทนการค้าไทย
13 ธันวาคม 2554 17:10 น.
ผู้อ่านทั้งหมด 1418 คน
 
 
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เวทีการประชุมระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 12 – 19 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา โดยประกาศท่าทีและนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาพร้...
อ่านต่อ | แสดงความคิดเห็น (0)
 
>> 'เงินกู้' และ 'ทีมแก้'ต้องพลิกวิกฤติน้ำท่วม
>> 'เอาอยู่' หรือไม่ ถ้าคำตอบไม่ใช่ 'กระทรวงน้ำ'
>> “การบ้าน” รัฐบาล หลังน้ำลด?
>> พิพาทกัมพูชา! ไทยต้องเคลียร์อะไรก่อน
>> ระวังอันตราย "นโยบายจำนำข้าว" เป็นพิษ
>> เมื่อ“นโยบาย”ไล่ล่ารัฐบาล
>> "นโยบาย" หาเสียง ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
>> คาดหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ของเรา?
>> นับหนึ่ง...ถึง "ปรองดอง"
>> อดีต PC วันนี้ Tablet แล้วพรุ่งนี้ของ“เทคโนโลยีไทย”?
>> ไทยต้องปรับตัวเข้าร่วมสองขั้วมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก
>> พรรคใดจะมีนโยบาย"เศรษฐกิจสีเขียว"
>> ได้เวลาเปลี่ยนทิศ นโยบายเศรษฐกิจไทย
>> BRICS โอกาส ตลาดใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย
>> ‘ระบบราชการไทย’ ต้องไม่ไร้ทิศทาง
>> แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี?
>> จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าฯนิวเคลียร์? คำถามที่รัฐบาลต้องรีบตอบ
>> "วิกฤตอาหาร” สถานการณ์รอบใหม่ ปัญหารัฐบาลกับระบบ
>> "3G" อย่าปล่อยโอกาสเป็นอากาศ
>> ปัญหาภายในซ้ำ ปัญหากัมพูชาซ้อน รัฐบาลไทยจะแก้อะไรก่อน
>> "สินค้าอาหาร" คนไทยต้องไม่จ่ายแพงเกินจริง
>> ทิศทางเศรษฐกิจไทย 54 วัดฝีมือและนโยบายรัฐบาล
>> มาบตาพุด: ประชาชนนำหน้า รัฐบาลตามหลัง
 
   
 
 
Dai-Ka.com